ช้างไทย

ช้างไทย เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาตั้งแต่อดีต สยามเคยใช้ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ช้างมีส่วนสำคัญในการสร้างชาติตามประวัติศาสตร์ยุทธหัตถี มันจึงเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนทั่วไปเพื่อให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของช้างจึงได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ “วันช้างไทย” ในวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี

วันช้างไทยตรงกับวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี ที่มาจากคณะกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทยซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงานขององค์กรภาครัฐและเอกชนที่ทำงานกับช้างไทยโดยมีสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาตินายกรัฐมนตรี

คณะอนุกรรมการพิจารณาหาวันที่เหมาะสมในการรำลึกและจัดกิจกรรมเนื่องในวันช้างไทย ดังนั้นวันที่ 13 มีนาคมจึงถูกเลือกให้เป็น “วันช้างไทย” ซึ่งตรงกับธรรมเนียมปฏิบัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและมหาอุปราชา และทรงมีชัยและคณะกรรมการคัดเลือกสัตว์ประจำชาติได้มีมติให้ “ช้างเผือก” เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 13 มีนาคมเป็นวันช้างไทย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม“ วันช้างไทย” เพื่อสร้างความสนใจให้คนไทยอยู่กับช้าง รักและหวงแหนช้างให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและอนุรักษ์ช้างมากขึ้นรวมทั้งยกย่องให้ช้างเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ช้างไทย

ช้างไทย

Elephants have been a priceless animal in Thailand since the past. Siam used to use the white elephant as its national symbol. Elephants play an important role in building a nation according to Yuthheete’s history. It is therefore an animal associated with the monarchy. And the general public, in order to make all Thais aware of the importance of elephants, it was announced in the Government Gazette for “Thai Elephant Day” on March 13 of every year.

Thai Elephant Day falls on March 13 every year. This comes from the Thai Elephant Conservation Coordination Committee, which is the liaison of public and private organizations working with Thai elephants, with the Secretariat of the Prime Minister’s National Identity Committee.

The subcommittee examines a suitable day to commemorate and organize activities for the Thai Elephant Day. Therefore, March 13 was chosen as the “Thai Elephant Day”, which corresponds to the traditions of King Naresuan the Great and Maha Uparaja. And His Majesty and the National Animal Selection Committee has approved the “white elephant” as a symbol of Thai identity. And the Cabinet has approved March 13 as Thai Elephant Day. And published in the Royal Gazette on 29 May 1998.

The purpose of the activity “Thai Elephant Day” is to create interest for Thai people to live with elephants. Love and cherish elephants, pay more attention to elephant rescue and conservation, and recognize elephants as important animals to Thai people from the past to the present.

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

คาปูชินลิง

คำว่า คาปูชินลิง” มาจากกลุ่มนักบวชที่เรียกว่า Order of Friars Minor Capuchin ซึ่งเป็นนักบวชฟรานซิสกันที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลที่มีฮูดขนาดใหญ่ เมื่อนักสำรวจชาวโปรตุเกสเดินทางมาถึงทวีปอเมริกาในศตวรรษที่ 15 พวกเขาได้พบกับลิงตัวเล็ก ๆ

พวกเขามีสีคล้ายกับนักบวชเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเสื้อโค้ทที่มีฮูดลงและมีชื่อว่าคาปูชิน เมื่อนักวิทยาศาสตร์อธิบายตัวอย่าง (คิดว่าเป็นคาปูชินสีทอง)

พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า: “ปากกระบอกปืนสีแทนของเขา … มีสีอ่อนกว่ารอบดวงตาของเขาซึ่งทำให้สีขาวละลายที่หน้าแก้มของเขา … ในอดีตในประเทศของเราแสดงถึงชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชและสัตว์ Cebus มาจากภาษากรีก คำว่าkêbosหมายถึงลิงหางยาว

อนุกรมวิธานระดับสปีชีส์ของสกุลนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันมากและแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาทางเลือกมากกว่าที่ระบุไว้ด้านล่าง

ในปี 2554 เจสสิก้าลินช์อัลฟาโรและคณะ เสนอว่า Capuchins ที่แข็งแกร่ง (เดิมคือ apella C. Group) จะอยู่ในสกุล Sapajus จาก Capuchins ที่เรียว (เดิมคือ capucinus C. group) ซึ่งรักษาสกุล Cebus นักไพรมาตวิทยาคนอื่น ๆ เช่นพอลการ์เบอร์ได้เริ่มใช้การจำแนกประเภทนี้

คาปูชินลิง

คาปูชินลิง

The word “Capuchin” comes from a group of priests called the Order of Friars Minor Capuchin, a Franciscan priest who wore a brown robe with a large hood. When Portuguese explorers arrived in the Americas in the 15th century, they met a little monkey.

They have a color similar to these monks, especially in their hooded down coats and capuchins. When scientists explain samples (Think of it as a golden capuchin)

They noted: “His tan muzzle… has a lighter shade around his eyes, which makes the white melted in front of his cheeks… in our country in the past it represents the scientific name of the plant. And the animal Cebus comes from the Greek language. The word kêbos means long-tailed monkey.


The species-level taxonomy of this genus is still very controversial and alternative treatments are recommended than those listed below.

In 2011, Jessica Lynch alfaro et al. proposed that the strong Capuchins (formerly apella C. Group) belong to the genus Sapajus from the slender Capuchins (formerly capucinus C. group). Maintains the genus Cebus.Other primatologists, such as Paul Garber, have begun to use this classification.

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

สัตว์มีวิวัฒนาการมาจากอะไร

สัตว์มีวิวัฒนาการมาจากอะไร สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตอีกประเภทหนึ่งที่พัฒนาไปไกลมาก จากจุดเริ่มต้นมันเป็นเพียงสัตว์เซลล์เดียวที่พัฒนามาเป็นสัตว์หลากหลายชนิดในปัจจุบันพวกมันต้องมีวิวัฒนาการมากมายเป็นเวลาหลายล้านปีเลยทีเดียวมาดูข้อสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ว่าสัตว์มีวิวัฒนาการอย่างไร?

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหลักฐานที่พบในฟอสซิลโบราณบ่งชี้ว่าต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตมาจากสัตว์เซลล์เดียว สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเช่นฟองน้ำแมงกะพรุนตุ่นปากเป็ดหรือหนอนเป็นต้นจากนั้นก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีอยู่

จากสัตว์ที่มีเซลล์เดียวพวกมันเข้าสู่วิวัฒนาการที่สำคัญเป็นเวลาประมาณ 500 ล้านปี เชื่อกันว่าในเวลานั้นเรามีปลาที่ไม่มีกระดูกขากรรไกรเกิดขึ้น ปลาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากเพรียงหัวหอมที่พัฒนาตัวเอง ปลาเหล่านั้นเมื่อวิวัฒนาการและแยกออกเป็นสายพันธุ์ต่างๆแล้วก็จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกชนิดหนึ่ง จนกลายมาเป็นปลาในปัจจุบัน

ปลามักจะอาศัยอยู่ในน้ำก็จริง แต่ปลาบางชนิดต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่ไม่มีน้ำตลอดทั้งปีบางครั้งน้ำก็แห้งไป นั่นทำให้ปลาบางตัวต้องวิวัฒนาการอีกครั้งเพื่อที่จะอยู่รอด ในช่วงเวลาที่แหล่งน้ำไม่มีน้ำเมื่อฝนตกสลับกับความแห้งแล้งจากความพยายามมายาวนานปลามีวิวัฒนาการเพื่อให้สามารถอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก – สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในปัจจุบัน

สัตว์มีวิวัฒนาการมาจากอะไร

Animals are another type of living things that have evolved very far. From the outset, they were the only cells that evolved into a wide variety of animals today.They have had to evolve a lot over millions of years.Let’s take a look at the scientists’ assumptions of how animals evolved?


Scientists believe that the evidence found in ancient fossils indicates that the origin of life comes from a single celled animal. These are invertebrates such as sponges, jellyfish, platypuses or worms, for example, and then evolved over and over until they existed.

From unicellular animals, they entered major evolution for about 500 million years. It was believed that at that time we had fish without jaw bones. These fish were made from self-developed barnacles. Those fish, when evolved and separated into different species, will develop themselves into one another. Until it became a fish today.

Fish often live in water, it’s true. But some fish live in water without water all year round, sometimes the water dries out. That causes some fish to evolve again in order to survive. In times of lack of water, when rains alternated with drought from long-standing efforts, the fish evolved to be able to live both in water and on land – today’s amphibians.

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

พิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

พิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีที่มาจากการจัดแสดงห้อง 225 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษาภายในห้องจัดแสดงตัวอย่างสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังศาสตราจารย์เกียรติคุณไพบูลย์นัยเนตรที่รวบรวมจากการวิจัยและสื่อการสอนมาเป็นเวลา 40 ปีเช่นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกุ้งเครย์ฟิชปู , อนุกรมวิธาน, ภูมิศาสตร์สัตว์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างการจัดแสดงที่โดดเด่นเช่นปูเจ้าพ่อหลวง (Potamonbhumibol Naiyanetr, 2001) ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกปูน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อวิทยาศาสตร์

ภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีนิทรรศการห้อง 225 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชครบรอบ 80 ปีโดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ณ ห้อง 224 ในห้องนิทรรศการ 225 จะเป็นตัวอย่างสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังของศาสตราจารย์เกียรติคุณไพบูลย์นัยเนตรจากงานวิจัยและสื่อต่างๆ เรียนการสอนในวิชาต่างๆเช่นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกั้งปูอนุกรมวิธานภูมิศาสตร์สัตว์

และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจตัวอย่างสัตว์ ได้แก่ กุ้งและปูที่หายากในประเทศไทยปูมีพิษตัวอย่างต้นแบบ (ชนิดตัวอย่าง) ของปูน้ำจืดสกุลใหม่และกุ้งเครย์ฟิชชนิดใหม่ของโลกที่พบในประเทศไทย ไส้เดือนที่ยาวที่สุดในประเทศไทยปลาหมึกปลาหมึกที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย หอยใบมีดโกนโลกใหม่และปูยักษ์ Potamon bhumibol Naiyanetr ปี 2544 ปูน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ได้รับพระราชทานนามวิทยาศาสตร์เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

พิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

This is sourced from an exhibit of Room 225 Invertebrates to celebrate the 80th anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej in the Invertebrate Specimen Room. Compiled from 40 years of research and teaching materials such as invertebrates, crayfish, crabs, taxonomy, geography of animals, invertebrates of economic value.

Examples of outstanding exhibits such as Chao Pho Luang Crab (Potamonbhumibol Naiyanetr, 2001) The world’s new freshwater crab, the largest freshwater crab in Thailand. Graciously granted the title of His Majesty King Bhumibol Adulyadej to be part of the scientific name.

Department of Biology, Faculty of Science, Chulalongkorn University has an exhibition, Room 225 Invertebrates. On the occasion of the 80th anniversary of His Majesty the late King Bhumibol Adulyadej, the opening ceremony was held on December 4, 2007 at Room 224 in the Exhibition Room 225. Research and media Teaches in subjects such as invertebrates, crayfish, taxonomy, geography, animals

and economically valuable invertebrates. Animal examples are shrimp and crabs that are rare in Thailand, poisonous crabs. (Specimen) of new genus freshwater crabs and new world crayfish found in Thailand. The longest earthworm in Thailand, the largest squid in the Gulf of Thailand. New World razor clam and giant Potamon bhumibol Naiyanetr, 2001, the largest freshwater crab in Thailand. That has been conferred on the name of science, etc.

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

แตนยักษ์เอเชีย

แตนยักษ์เอเชีย มีขนาดเล็กกว่าแตนยุโรปเล็กน้อย โดยทั่วไปราชินีจะมีความยาว 30 มม. (1.2 นิ้ว) และตัวผู้ประมาณ 24 มม. (0.95 นิ้ว) คนงานยาวประมาณ 20 มม. (0.80 นิ้ว) พันธุ์นี้มีสีเหลืองโดดเด่น Tarsi (ขา) หีบมีสีน้ำตาลหรือดำนิ่มมีท้องสีน้ำตาล

แต่ละส่วนของช่องท้องมีขอบสีเหลืองแคบที่ด้านหลังยกเว้นส่วนที่ 4 ซึ่งเป็นสีส้ม หัวมีสีดำและใบหน้ามีสีเหลือง รูปแบบภูมิภาคมีสีที่สมเหตุสมผลในองศาที่แตกต่างกันทำให้ยากต่อการจำแนกและมีการระบุชนิดย่อยหลายชนิดและในที่สุดก็ถูกปฏิเสธ

ในขณะที่ประวัติความเป็นมาของการรับรู้ประเภทย่อยภายในเวสป้าสายพันธุ์ที่มีอยู่จำนวนมาก ได้แก่ V. velutina การแก้ไขอนุกรมวิธานล่าสุดของนามสกุลถือว่าชื่อย่อยทั้งหมดในตระกูล Vespa เป็นคำพ้องความหมายทำให้ไม่เป็นทางการน้อยกว่าชื่อที่ไม่เป็นทางการสำหรับภูมิภาค โทนสี

รูปแบบสีที่สร้างความกังวลเกี่ยวกับการรุกรานของชาวยุโรปเรียกว่า V. v. nigrithorax แม้ว่าชื่อนี้จะไม่ถูกจัดประเภทอีกต่อไป

แตนยักษ์เอเชีย

The Vespa velutina is slightly smaller than the European hornet. The queen is typically 30 mm (1.2 in) long and male approximately 24 mm (0.95 in). Workers measure approximately 20 mm (0.80 in) long. This species has a distinctive yellow color. Tarsi (legs). The chests are brown or black, soft with a brown abdomen.

Each segment of the abdomen has a narrow yellow border on the back except the fourth, which is orange. The head is black and the face is yellow. The regional patterns are reasonably colored in varying degrees, making it difficult to classify, and multiple subspecies have been identified and eventually rejected.

While the history of the recognition of subtypes within Vespa, many existing species include V. velutina, a recent taxonomic revision of the surname, treats all sub-names in the Vespa family as synonyms, making them less informal than the informal names for the regional color scheme.

A color pattern that has raised concerns about European aggression is called V. v. nigrithorax, although this name is no longer classified

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

พลาโคซัว

พลาโคซัว พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ในอาณาจักร Animalia (หรือที่เรียกว่า metazoa) ในที่สุดแผนร่างกายของพวกเขาก็ยังคงที่ในขณะที่พัฒนาขึ้น แม้ว่าสัตว์บางชนิดจะมีกระบวนการทางสัณฐานวิทยาในเวลาต่อมาในชีวิตของพวกมัน สัตว์ส่วนใหญ่เคลื่อนที่ได้ สัตว์ทุกชนิดต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่นหรือผลิตภัณฑ์ของมันเพื่อดำรงชีวิต (สิ่งมีชีวิตไม่สามารถทำอาหารเองได้)

ไฟลัมสัตว์ที่รู้จักกันดีที่สุดปรากฏในบันทึกฟอสซิลว่าเป็นสัตว์ทะเลในช่วงการระเบิดของแคมเบรียนเมื่อประมาณ 542 ล้านปีก่อน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเลี้ยงลูกด้วยนมสัตว์เลื้อยคลานปลา) หอย (หอยนางรมปลาหมึกปลาหมึกหอยทาก) สัตว์ขาปล้อง (กิ้งกือตะขาบแมลงแมงมุมแมงป่องปูกุ้งมังกรกุ้ง) หนอน (ไส้เดือนปลิง) ฟองน้ำและแมงกะพรุน

Invertebrata สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) หมายความรวมถึงสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังสำหรับยึดติดกับส่วนเดียวกันของร่างกายมันจัดเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูก และไม่มีกระดูกอ่อนภายในร่างกายแตกต่างจากสัตว์มีกระดูกสันหลังซึ่งทั้งหมดนี้จัดอยู่ในไฟลัมเดียวในอาณาจักรสัตว์ แต่สำหรับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

มีหลายไฟลัมที่แตกต่างกัน และมีจำนวนมากกว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังในโลก บพิตร – นันทพรจารุพันธ์, สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเล่ม 1, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2545 หน้า 1 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีจำนวนมากแบ่งออกเป็น

พลาโคซัว

Placosua, they are multicellular organisms in the Animalia kingdom (also known as metazoa), their body plan eventually remained constant as they evolved. Although some animals have morphological processes later in their lives. Most animals are mobile. All animals must eat other living things or their products to sustain life. (Living things cannot cook themselves)

The best-known animal phylum appeared in the fossil record as a marine animal during the Cambrian eruption about 542 million years ago, amphibians, mammals, reptiles, fish), mollusks (oysters, squid, squid, mollusks). Slugs), arthropods (millipedes, centipedes, insects, spiders, scorpions, crabs, lobster, shrimp), worms (earthworms, leeches), sponges and jellyfish.

Invertebrata Invertebrates Invertebrates means including invertebrates for attaching to the same part of the body. They are classified as boneless animals. And there is no cartilage within the body, unlike vertebrates, all of which are classified as a single phylum in the animal kingdom. But only for invertebrates.

There are many different phylums. And there are more vertebrates in the world. Bophit-Nantaporn Jarupun, Invertebrates Book 1, Kasetsart University Press, 2002 page 1 There are many invertebrates divided into:

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

งูเหลือมเดือย

งูเหลือมเดือย เครื่องมือวิเศษที่คนส่วนใหญ่รู้จักและแสวงหาโชค อยากมีติดตัวไว้และดิ้นรนเป็นเจ้าของเพื่อความโชคดีแคล้วคลาดปลอดภัยหนังเหนียวหรือเพียงเพื่อความเป็นมงคลหรืออะไรก็ตาม ซึ่งเราเรียกเครื่องรางของขลังเหล่านี้ว่าธาตุกายสิทธิ์มันมีทั้งที่มา การได้มาซึ่งคนพืชและสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เป็นต้น

คนเป็นลูกอัณฑะทองแดงตับเหล็กเคราทองแดงอีเธอร์และลูกกรอก สัตว์คือหมูป่างาแข็งฟันเสือกลวงผิวหนังหน้าผากงากำจัด ส่วนของพืชหรือเกิดจากพืชนิยมเรียกคดเคี้ยวเช่นขนุนยอดมะพร้าวบางครั้งเรียกเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรียกกะลาตาเดียวว่านมหาอุดกะลา (ไม่มีตา)

พญางิ้วดำเป็นต้น สำหรับอาถรรพณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตมีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นแร่ธาตุอัญมณีที่รู้จักกันดี ได้แก่ เหล็กเหล็กปรอทคดโครตและดินเหนียว ไม่ต้องปลุกเสกด้วยคาถาอะไรก็ใช้ได้ แต่ก็มีเหมือนกันที่มักจะเอาคาถากำกับอีกครั้งเพื่อเพิ่มความเข้มขลังให้ทวีคูณ

งูเหลือมเดือย ” เป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่มีความเชื่อว่ามีสรรพคุณดีร่ำรวยมีโชคสามารถสะกดคู่ต่อสู้ได้ ดีในด้านการทำการค้ากล่าวคือมักจะมีลูกค้าเข้ามาหาด้วยตัวเอง ดีทางเมตตามหาเสน่ห์
ตำนานการใช้เดือยงูเหลือมเป็นเครื่องรางของขลังเกิดจากการสังเกตของคนสมัยก่อนที่ไปหาของป่า ซึ่งเคยเห็นงูเหลือมบ่อยๆว่ากันว่าเดือยของงูเหลือมตัวนี้เป็นงูที่มีอายุมากเท่านั้นอย่างไรก็ตามเดือยจะยื่นออกมาที่สะดือทั้งสองข้าง (ช่องขับถ่าย)

เมื่องูเลื้อยไปเรื่อย ๆ . ถ้ามันเดือดเกี่ยวหญ้าหรือรากไปถึงไหนก็จะหยุดเพราะอีกไม่นานจะมีสัตว์มากินเรียกว่า “ติดตรงไหนรอที่นั่น” ขณะที่ “งูเหลือมกระดูกงูเห่า” เชื่อกันว่างูทั้ง 3 ชนิดเคยเป็นงูจงอางมาก่อน โดยมีความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางของขลัง “มหาอำนาจแคล้วคลาด”

งูเหลือมเดือย

A magic tool that most people know and seek luck. Wants to have one and strives to own it for good luck, escape, safety, sticky leather or just for auspiciousness or whatever. Which we call these amulets psychic elements, they have both origins Acquisition of people, plants and animals or other living things, etc.

People are copper testicles, iron livers, copper beards, ether, and eohorses. Animals are wild boar, hard tusks, hollow tiger teeth, forehead skin, elimination tusks. Plant part, or arising from plants, popularly called winding, such as jackfruit, coconut shoots, sometimes more specifically referred to as a single-eyed catfish (no eyes).

Phaya Ngew Black etc. For the paranormal that is not formed by living things, there are many. Most of them are minerals.The best known gemstones are iron, mercury, crystalline and clay. No need to incantate with any spell, it can be used. But, too, the spell is often directed again to multiply the magical intensity.

“Python Spur” is a kind of amulet believed to have good properties, wealth, luck and can spell opponents. Good in terms of trading, that is, there are often customers coming in and looking for by themselves. Good way of mercy, great charm. The legend of using the pythons as a talisman originated from the observation of the old people who went to find the forest It is said that the spur of this boa is an older snake only, however, the spurs protrude at both navels. (Excretory channel)

When the snake glides on. If it bursts about where the grass or roots go, it will stop because soon there will be an animal that will eat it. “Where stuck, wait there” while “Bone Boa Cobra” believed that all 3 types of snakes had been a king cobra before. With the belief that it is a talisman “Invasive superpower”

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

ฟอสซิลเต่าดึกดำบรรพ์

ฟอสซิลเต่าดึกดำบรรพ์ เต่าทั้งหมดในปัจจุบันเป็นลูกหลานของสองสายพันธุ์ที่แยกจากกันในช่วงยุคจูราสสิกเมื่อกว่า 160 ล้านปีก่อน ก่อนหน้านั้นเต่าดึกดำบรรพ์หลายกลุ่มมีอยู่ก่อนวิวัฒนาการ หลังจากการศึกษา 10 ปีนักบรรพชีวินวิทยาจาก Evolutionary Biology Group ที่มหาวิทยาลัยการศึกษาทางไกลแห่งชาติ ในสเปนได้รับการยืนยันว่าในซีกโลกเหนือเป็นทวีปโบราณที่เรียกว่า Laurecia มีเต่าโบราณที่รอดชีวิตจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงปลายยุคครีเทเชียสเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน

นักบรรพชีวินวิทยาเผยว่า Laurasichersis relicta เป็นเต่าบกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว กระดองของมันมีความยาว 60 เซนติเมตร แต่ซากดึกดำบรรพ์ของ Laurasichersis relicta

ในแหล่งขุดค้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส แสดงให้เห็นว่าเต่าสายพันธุ์ดั้งเดิมรอดชีวิตจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่กวาดล้างไดโนเสาร์จนสิ้นโลก ในทวีป Laurecia อันยิ่งใหญ่

นักบรรพชีวินวิทยาเผยว่า Laurasichersis relicta เป็นเต่าที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่สอดคล้องกับลักษณะทางกายวิภาคใหม่เปลือกมีลักษณะแปลก ซึ่งเชื้อสายวิวัฒนาการเป็นอิสระจากเต่าของทวีปใหญ่ – วานาเมื่อ 100 ล้านปีก่อนผลกระทบจากดาวเคราะห์น้อยชนโลก ก่อให้เกิดการปล่อยมลพิษในวงกว้างวัสดุที่ละลายและฝนกรดทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างกะทันหันและเปลี่ยนภูมิทัศน์ที่เต่าอาศัยอยู่

ฟอสซิลเต่าดึกดำบรรพ์


All turtles today were descendants of two separate species during the Jurassic period more than 160 million years ago. Before that, many groups of primitive turtles existed before evolution. After a 10-year study, paleontologists from the Evolutionary Biology Group at the National University of Distance Education In Spain, it was confirmed that in the Northern Hemisphere was an ancient continent called Laurecia, there were ancient turtles that survived the mass extinction in the late Cretaceous about 66 million years ago.

Paleontologists reveal that Laurasichersis relicta is an extinct land turtle. Its shell is 60 centimeters long, but the fossils of Laurasichersis relicta

In an excavation in northeastern France. Shows that the original tortoise survived a massive extinction that wiped out dinosaurs in the great continent of Laurecia.

Paleontologists reveal that Laurasichersis relicta is an extinct turtle. But in line with the new anatomy, the shell looks strange. The lineage evolved independent from the turtles of the great continent – Vana 100 million years ago. Contributing to a wide range of emissions, dissolved materials and acid rain cause sudden global warming and change the landscape in which turtles live.

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

กิ้งก่าบินได้

กิ้งก่าบินได้ สัตว์เลื้อยคลานโดยทั่วไปพวกมันมีอวัยวะคู่หนึ่งและโดยปกติจะมีทั้งหมด 5 นิ้วเพื่อช่วยให้พวกมันเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว โครงสร้างโดยทั่วไปประกอบด้วยกระดูกที่ได้รับการพัฒนาอย่างดี มีการปรับโครงสร้างและสภาพร่างกายเพื่อรองรับการปีนเขาวิ่งและว่ายน้ำ

สัตว์เลื้อยคลานมีต่อมบนผิวหนังน้อยมากหรือไม่มีเลยในบางกลุ่มและบางชนิด สัตว์เลื้อยคลานมีผิวหนังที่ประกอบด้วยหนังกำพร้าที่บางและหนา มีชั้นหนังแท้ที่มีเซลล์เม็ดสี (Chromatophore) ช่วยให้ผิวหนังของสัตว์เลื้อยคลานมีสีสันเช่น

เกล็ดของงูประเภทต่างๆ สีของเกล็ดจระเข้หรือสีของเกล็ดของกิ้งก่ากิ้งก่า ฯลฯ เกล็ดของสัตว์เลื้อยคลานส่วนใหญ่เกิดจากเอพิเดอร์มิส ซึ่งในบางชนิดจะมีเกล็ดถาวรตลอดชีวิตตั้งแต่ไข่จนถึงการสุกเต็มวันเช่นจระเข้แมลงปอจระเข้โคโมโดเป็นต้น

สัตว์เลื้อยคลานมีการปรับสภาพร่างกายมากมาย สิ่งนี้ช่วยให้สัตว์เลื้อยคลานสามารถอยู่รอดได้ในสภาพอากาศร้อนและแห้ง ผิวหนังของสัตว์เลื้อยคลานแห้งไม่มีเหงื่อและต่อมน้ำมันอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง สิ่งนี้จะทำให้ตัวเองป้องกันการสูญเสียน้ำและการระเหยได้เป็นอย่างดี

สิ่งสำคัญที่สุดของกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานคือมีการวิเคราะห์ 6 ครั้งสำหรับการปฏิสนธิของตัวอ่อนภายในเปลือกไข่ ซึ่งเป็นการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเพื่อให้อยู่รอดในการกอบกู้แหล่งน้ำ

กิ้งก่าบินได้

Reptiles generally have a pair of organs, and usually 5 inches in total, to help them move quickly. The structure generally consists of well-developed bones. Structures and physical conditions have been adjusted to accommodate hiking, running and swimming.

Reptiles have very little or no glands on their skin in some groups and species. Reptiles have skin that is made up of thin and thick epidermis. There is a dermis layer with pigment cells. (Chromatophore) gives reptile skin color, for example

Scales of different types of snakes. The color of the scales of the crocodile or the color of the scales of the lizards, lizards, etc. Scales of most reptiles are caused by epidermis. Some species have lifelong scales, from eggs to full-day maturation, such as crocodiles, dragonflies, komodo crocodiles, etc.

Reptiles have a lot of physical conditioning. This allows the reptiles to survive in hot and dry climates. The reptile’s skin is dry, sweat-free, and the oil glands are under the skin. This will give itself a good protection against water loss and evaporation.

The most important aspect of the reptile class is that 6 analyzes are performed for the fertilization of the larvae within the eggshell. Which is an environmental adaptation to survive the salvage of water.

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google

ช้างเอเชีย

ช้างเอเชีย เชื่อกันว่าช้างเอเชียเกิดในแอฟริกา แต่ไม่ทราบสาเหตุประมาณ 200,000 ปีก่อนพวกเขาทั้งหมดหลบหนีไปยังทวีปเอเชีย เมื่อถึงตอนนั้นช้างเอเชียที่ยังอยู่ในแอฟริกาก็สูญพันธุ์อย่างกะทันหัน ช้างเอเชียตัวสุดท้ายในแอฟริกา

เชื่อกันว่าเสียชีวิตเมื่อประมาณ 35,000 ปีก่อนและจากการที่ช้างเอเชียอาศัยอยู่ในแอฟริกา สิ่งนี้ทำให้ประชากรช้างแอฟริกันที่แท้จริงแยกเส้นทางวิวัฒนาการจนกระทั่งมีสองสายพันธุ์ในปัจจุบัน

และหลังจากที่ช้างเอเชียได้แยกเส้นทางการวิวัฒนาการออกจากช้างแอฟริกาช้างแมมมอ ธ ซึ่งเป็นสัตว์ตระกูลอื่นที่สูญพันธุ์ไปแล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้แยกวิวัฒนาการออกจากช้างเอเชีย ดังนั้นจึงมีความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ว่าช้างเอเชียเพศเมียสามารถผสมพันธ์กับช้างแอฟริกันและช้างแมมมอ ธ ได้

หรือมีความสัมพันธ์กับ Stegodon มันได้อพยพจากไซบีเรียที่เย็นกว่าไปยังทางใต้ของเอเชียที่อบอุ่นกว่าเมื่อประมาณ 20,000 ปีก่อน

ช้างเอเชียถือเป็นช้างหนึ่งในสองสกุลเท่านั้นที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่เหลือคือ Loxodonta หรือช้างแอฟริกา พบได้เฉพาะในทวีปแอฟริกา

ช้างเอเชีย

It is believed that the Asian elephant was born in Africa. But for unknown reasons, about 200,000 years ago they all escaped to the Asian continent. By then, the Asian elephant that was still in Africa was suddenly extinct. The last Asian elephant in Africa.

It is believed to have died about 35,000 years ago and from the presence of Asian elephants living in Africa. This causes the real African elephant population to separate the evolutionary path, until there are two current species.

And after the Asian elephant has separated the evolutionary path from the African elephant The mammoth, another extinct family of elephants in the prehistoric era, has separated its evolution from the Asian elephant. Therefore there is the belief of scientists that Female Asian elephants are able to interbreed with African elephants and mammoths.

Or have a relationship with Stegodon It has migrated from colder Siberia to the warmer south of Asia about 20,000 years ago

The Asian elephant is considered to be one of only two genera of elephants that have remained until now. The rest of which is Loxodonta or the African elephant. Found only in Africa

ติดตามสาระหน้ารู้ได้ที่นี่  >>>>>>> คลิ๊ก <<<<<<<<

ขอบคุณสาระจาก : Google